วัดสำคัญของจังหวัด


วัดเจียงอีศรีมงคลวราราม(พระอารามหลวง) PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย tomtam   

      ในอดีตและปัจจุบัน "วัดเจียงอีศรีมงคลวราราม" เป็นอารามราษฎรที่ได้รับพระชาชทานวิสุงคามสีมาแล้ว โดยกว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร ผูกเป็นสีมาแล้ว ตั้งอยู่กลางเมืองศรีสะเกษ อยู่ในคุ้มบ้านเจียงอี ตำบลเมืองใต้ (ในสมัยก่อนเรียกว่าตำบลเมืองเก่า) อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ เหตุได้นามว่า "วัดเจียงอี" เพราะตั้งอยู่ในคุ้มวัดหมู่บ้านวัดเจียงอี การตั้งชื่อบ้านชื่อวัดในสมัยก่อนนั้น นิยมตั้งไปตามชื่อสิ่งของต่าง ๆ ที่เกิดเป็นนินิตขึ้น ได้ทราบว่าบ้านเจียงอี ประชาชนผู้เป็นของถิ่นเดิมเป็นชนชาติไทยเผ่าส่วย ไทยเผ่าส่วยนี้มีสำเนียง การพูดเพี้ยนจากเผ่าอื่น ๆ "เจียงอี" เป็นภาษาพื้นบ้าน แยกออกได้สองศัพท์คือ เจียง เป็นภาษา ที่แปลว่าช้าง อี ที่แปลว่า ป่วย รวมกันเรียกว่า เจียงอี แปลแปลภาษาว่า ช้างป่วย
ได้ทราบและค้นพบในประวัติศาสตร์ชาติไทยว่า เมืองศรีสะเกษ ตั้งขึ้นที่บ้านพันทา-เจียงอี สมัยก่อนเมืองไทย -ลาว ยังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน บางคราวเป็นอิสระต่อกัน บางคราวก็เป็นพี่น้องกันชาติเดียวกันสมัยพระเจ้าไชยเชฎฐาเป็นผู้ครองเมืองเวียงจันทร์สวรรคตลง มีการแย่งชิงราชสมบัติ ในครั้งหลวงพ่อโพนสะเม็ด(ยาคูขี้หอม) เป็นสมเด็จพระสังฆราช ประชาชนเคารพนับถือมาก เจ้าผู้ครองนครองค์ใหม่ได้พยายามเพ่งเล็งมาก เพราะเกรงว่าท่านจะก่อกบฎ หลวงพ่อทราบกลัวจะเกิดเรื่องขึ้นในบ้านเมือง จึงหนีภัยแล้วจึงมีประชาชนติดตามไปเป็นจำนวนมาก ผูกแพล่องไปตามลำน้ำโขง พระมเหสีของเจ้าไชยเชฎฐาซึ่งกำลังทรงพระครรภ์อยู่ก็เสด็จหนีตามไปด้วย เมือผ่านไปถึงบ้านงิ้วพันลำ อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย พระนางเจ้าประสูติพระราชโอรส หลวงพ่อจึงจัดให้ประทับที่บ้านงิ้วพันลำ แล้วพาประชาชนส่วนใหญ่อพยพภัยล่องลงไปตามลำแม่น้ำโขงต่อไป จนเข้าเขตดินแดนเขมรแล้ว ตั้งหลักฐานอยู่ในเมืองเขมรเป็นเวลานานพอสมควร
ปกติหลวงพ่อเขาถือว่าเป็นพระศักดิ์สิทธิ์ ไปในทางที่ใด ๆ ก็มีคนหลั่งไหลไปกราบไหว้บูชาเป็นจำนวนมาก จึงเป็นเหตุให้ผู้ปกครองบ้านเมืองเพ่งเล็งอยู่ตลอดเวลา เพราะเกรงว่าท่านคิดการกบฎต่อบ้านเมือง เมือไปอยู่ที่เขมรแล้วก็ถูกเพ่งเล็งอีก และก็ยังถูกเรียกเก็บภาษีมากกว่าคนเขมรมาก คนไทยเดือนร้อนเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมหลวงพ่อเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นจึงพาประชาชนคนไทยกลับเขมร คราวนี้มาตั้งอยู่ที่ดอนแดง(ดอนแดง) ซึ่งอยู่กลางลำแม่น้ำโขง ตรงข้ามเมืองนครจำปาศักดิ์ ในสมัยนั้นเมืองนครจำปาศักดิ์ มีผู้หญิงเป็นผู้ปกครองนคร ชื่อ นางเทพา - นางแพง ประชาชนได้หลังไหลไปคารวะหลวงพ่อเป็นจำนวนมากไม่ขาด นางเพทา-นางแพง พร้อมด้วยข้าราชบริพารออกไปถวายการปกครองเมืองให้หลวงพ่อเป็นผู้ปกครองอยู่ระยะหนึ่ง พอเห็นว่าพระราชกุมารของพระเจ้าไชยเชฎฐามีพระชนมายุขึ้นพอสมควรแล้ว จึงให้ประชาชนไปรับเสด็จมานครจำปาศักดิ์ และได้สถาปนาให้ทรงขึ้นครองราชสมบัติทรงพระนามว่า" พระเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร" ครองเมืองจำบากนาคบุรีศรี ( เมืองนครจำปาศักดิ์) ส่วนหลวงพ่อเป็นที่ปรึกษาราชการบ้านเมืองเท่านั้น ในระยะนี้หลวงพ่อได้ส่งลูกศิษย์ผู้มีสติปัญญาแหลมคมไปปกครองหัวเมืองต่าง ๆ ขึ้นที่นครจำปาศักดิ์
อนึ่ง ผู้มีความรู้ที่จัดว่าเป็นหลักฐานได้ใสสมัยนั้น ก็คือได้รับการศึกษาเล่าเรียนเข้าบวชในพระพุทธศาสนา ชึ่งถือว่า วัดเป็นโรงเรียนเป็นสถานบันการศึกษา แบ่งออกได้เป็น 3 ระดับคือ
1. "เชียง" หมายถึงผู้บวชเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา ได้รับการเล่าเรียนแล้วสึกออกไป เรียกว่า "เชียง" เทียบถึงผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีในสมัยนี้
2. "ทิด" หมายถึง ผู้บวชเข้าเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา ได้รับการศึกษาเล่าเรียนแล้วสึกออกไป เรียกว่า ทิด เทียบได้กับผู้สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาโทในสมัยนี้ คือ บัณฑิต
3. "จารย์" หมายถึงผู้ที่เข้าบวชในพระพุทธศาสนา แล้วศึกษาเล่าเรียนเป็นเวลานาน ศึกษาวิชาการต่าง ๆ จนมีความรู้ความสามารถชำนิชำนาญ เมื่อสึกออกมาเรียกว่า จารย์
ดังนั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่เมือลูกชายเจริญเติบโตพอที่จะบวชเรียนได้ จึงนำลูกเข้าบวชเรียนในพระพุทธศาสนา จนเป็นประเพณีสืบทอดกันมาตราบเท่าทุกวันนี้ หลวงพ่อได้คัดเอาลูกศิษย์ที่มีความรู้ความสามารถส่งไปปกครองหัวเมืองต่าง ๆ เฉพาะสายที่ลงมาจังหวัดศรีสะเกษ - สุรินทร์ - ร้อยเอ็ด หัวเมืองเหล่านี้ขึ้นต่อแคว้นนครจำบากนาคบุรีศรี ที่ส่งมาครั้งแรกแบ่งเป็นห้าสาย แต่ละสายมีหัวหน้านำทางมาด้วยพร้อมกับอพยพเอาประชาชนพลเมืองมาเป็นจำนวนมาก ผู้ที่ถูกอพยพมาส่วนมากก็เป็นคนไทยเผ่าส่วย ( เผ่ากวย ) ซึ่งมีภูมิลำนำอยู่ทางฝังซ้ายของแม่น้ำโขง สายที่ลงมาจังหวัดศรีสะเกษ หลวงพ่อได้ส่ง ท้าวจารย์ศรี ศิษย์ผู้มีสติปัญญาสามารถคนหนึ่งเป็นหัวหน้า ได้มาตั้งครั้งแรกที่อ่าวห้วยดวน หรือดงไม้ลำดวนแล้วตั้งชื่อว่า "เมืองนครลำดวน" (บ้านดวนใหญ่) กาลเวลาช้านานจนมาตั้งเมืองขุขันธ์ - เมืองศรีสะเกษ ขึ้นเป็นเมืองใหม่
ต่อมาสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อพระเจ้าเอกทัศน์เสวยราชสมบัติได้เกิดอาเพศขึ้น พระยาช้างเผือกแตกโรงหนี แล้วมุ่งมาทางทิศตะวันออกเลยเข้าเขตศรีสะเกษ พระเจ้าเอกทัศน์ทรงให้ทหารตามมาทันที่ลำธารแห่งหนึ่งอยู่ในเขตอำเภออุทุมพรพิสัย ได้เห็นพระยาช้างแต่จับไม่ได้ช้างวิ่งหนีเลยไปทางทิศใต้เข้าถึงเชิงเขาดงเร็ก ประชาชนจึงเรียกลำธารที่นายพรานตามช้างมาทันว่า "ห้วยทับทัน" จึงจับช้างได้ เมื่อพระยาช้างมาถึงบ้านใหญ่บ้านหนึ่ง ซึ่งเป็นเมืองศรีสะเกษ พระยาช้างได้ล้มป่วยลงรักษาพยาบาลหายแล้วจึงออกเดินทางต่อไป ชาวบ้านเป็นไทยส่วย จึงเรียกหมู่บ้านนั้นว่า "บ้านเจียงอี"